ใครว่าลดน้ำหนักกินไขมันไม่ได้ ! 9 อาหารอุดมไขมันดีเพื่อคนอยากผอม

ใครว่าลดน้ำหนักกินไขมันไม่ได้ ! 9 อาหารอุดมไขมันดีเพื่อคนอยากผอม
เราทุกคนต่างเชื่อกันมาตลอดว่าไขมันคือศัตรูตัวฉกาจของการลดน้ำหนัก ทั้งที่จริง ๆ แล้ว ไขมันมีหลากหลายชนิด และบางชนิดก็ดีกับสุขภาพแถมยังช่วยลดน้ำหนักได้อีกด้วย ทิ้งความเชื่อเก่า ๆ เรื่องการรับประทานไขมันช่วงลดน้ำหนัก แล้วมาลิ้มลองอาหารเหล่านี้กันดีกว่า ขอบอกได้เลยว่าถ้าเลือกรับประทานอย่างเหมาะสมละก็ นอกจากจะไม่อ้วนก็ยังช่วยลดน้ำหนักได้อีกด้วย คอนเฟิร์ม !

กินไขมันลดน้ำหนัก

1. ไข่

หลายคนมักจะคิดว่าถ้ากำลังลดน้ำหนัก ไม่ควรทานไข่ แต่จริง ๆ แล้วไข่นี่ล่ะเป็นอาหารที่คนลดน้ำหนักควรรับประทาน เพราะว่าไข่ทั้งฟองอุดมไปด้วยคุณประโยชน์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นวิตามินและแร่ธาตุ หรือโปรตีนที่อยู่ในไข่ อีกทั้งในไข่แดงยังมีไขมันชนิดที่ดีต่อร่างกายอีกด้วย ซึ่งเป็นไขมันชนิดไม่อิ่มตัวที่คุณค่าใกล้เคียงกับไขมันในปลาทะเลน้ำลึก นอกจากนี้ไข่แดงก็ยังมีกรดไขมันโอเมก้า 3 ไขมันเหล่านี้ล้วนแต่ดีกับสุขภาพทั้งนั้นเลย อยากลดน้ำหนักพร้อม ๆ กับสุขภาพดี ก็ต้องรับประทานไข่แบบทั้งฟองนะ

กินไขมันลดน้ำหนัก

2. ปลาที่มีกรดไขมันสูง

กรดไขมันที่อยู่ในปลาทะเลน้ำลึก อย่างกรดไขมันโอเมก้า 3 เป็นไขมันที่ดีกับสุขภาพเมื่อเทียบกับไขมันในเนื้อสัตว์ชนิดอื่น ๆ เพราะช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจได้ อีกทั้งการรับประทานปลาที่มีกรดไขมันสูงในช่วงลดน้ำหนักก็ยังช่วยทำให้ร่างกายได้รับไขมันเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายอีกด้วย ดีแบบนี้จดไว้เลยค่ะสำหรับคนลดน้ำหนัก

กินไขมันลดน้ำหนัก

3. ถั่วเปลือกแข็ง

ถั่วเปลือกแข็งนอกจากเป็นแหล่งโปรตีนที่ดีกับร่างกายแล้ว ก็ยังอุดมไปด้วยไขมันและไฟเบอร์ อีกทั้งไขมันที่อยู่ในถั่วเปลือกแข็งก็ยังเป็นไขมันชนิดที่ดีกับสุขภาพ ช่วยเพิ่มคอเลสเตอรอลชนิดที่ดี ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ ขณะที่ไขมันในถั่วเปลือกแข็งยังช่วยทดแทนไขมันชนิดอื่น ๆ ที่เราเลี่ยงในช่วงลดน้ำหนักได้อีกด้วย แต่ทั้งนี้เองก็ไม่ควรจะรับประทานเยอะ ควรรับประทานไม่เกินวันละ 1 กำมือ เพราะไม่อย่างนั้นอาจจะทำให้อ้วนได้เหมือนกันค่ะ

กินไขมันลดน้ำหนัก

4. น้ำมันมะพร้าว

มะพร้าวเป็นพืชที่อุดมด้วยกรดลอริก ซึ่งเป็นกรดไขมันที่ช่วยต่อสู้กับแบคทีเรียและควบคุมระดับคอเลสเตอรอลในร่างกาย อีกทั้งยังส่งผลดีต่อการลดน้ำหนัก โดยการศึกษาหนึ่งพบว่าการรับประทานน้ำมันมะพร้าววันละ 2 ช้อนโต๊ะ เป็นประจำทุกวัน จะสามารถช่วยลดน้ำหนักได้ดีกว่าการรับประทานน้ำมันชนิดอื่น ๆ แค่หันมาใช้น้ำมันมะพร้าวในการปรุงอาหารแทนน้ำมันพืชชนิดอื่น ๆ คุณก็จะพบความเปลี่ยนแปลงอันน่าอัศจรรย์ที่มีต่อสุขภาพและการลดน้ำหนักอย่างแน่นอน

กินไขมันลดน้ำหนัก

5. เนยถั่ว

ประโยชน์ของเนยถั่วนั้นดีไม่แพ้กับการรับประทานถั่วเปลือกแข็งเลยล่ะค่ะ ไม่ว่าจะเป็นไขมันดี หรือไฟเบอร์ที่อยู่ในถั่วที่นำมาทำเป็นเนยถั่ว การรับประทานเนยถั่วจะทำให้อิ่มและอยู่ท้องนานขึ้น ลดความอยากอาหารหรือของหวานต่าง ๆ แต่ก็ควรเลือกเนยถั่วล้วนนะคะ เพราะเนยถั่วที่ผ่านการปรุงแต่งรสแล้วจะมีน้ำตาลสูง ยิ่งกินก็ยิ่งอ้วนนะจะบอกให้

กินไขมันลดน้ำหนัก

6. อะโวคาโด

รู้หรือไม่ว่าอะโวคาโดเพียงครึ่งผลก็มีไขมันไม่อิ่มตัวสูงถึง 10 กรัม และเจ้าไขมันชนิดนี้นี่ล่ะค่ะที่่ช่วยป้องกันการเกิดไขมันสะสมบริเวณเอว อีกทั้งยังช่วยควบคุมระดับคอเลสเตอรอลในร่างกายได้อีกด้วย นี่ยังไม่รวมถึงแร่ธาตุและวิตามินอีกกว่า 20 ชนิดที่อยู่ในอะโวคาโดซึ่งให้ประโยชน์ต่อร่างกาย จึงไม่น่าแปลกใจที่ผลไม้ที่อุดมด้วยไขมันชนิดนี้จะกลายเป็นอาหารที่พบเห็นได้ในเมนูอาหารลดน้ำหนัก

กินไขมันลดน้ำหนัก

7. น้ำมันมะกอก

ถ้าจะว่ากันถึงประโยชน์ของน้ำมันมะกอก อย่างหนึ่งที่ทุกคนทราบดีก็คือประโยชน์ในเรื่องของการบำรุงสุขภาพหัวใจ แต่สำหรับในเรื่องการลดน้ำหนัก น้ำมันมะกอกมีส่วนช่วยในการเพิ่มระดับฮอร์โมนอะดิโพเนคติน (Adiponectin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ทำหน้าที่สำคัญในการกำจัดไขมันในร่างกาย ซึ่งถ้าหากร่างกายของเรามีฮอร์โมนชนิดนี้น้อย ก็จะทำให้เราอ้วนขึ้น ดังนั้นถ้าคิดจะลดน้ำหนักและอยากได้ตัวช่วยดี ๆ น้ำมันมะกอกนี่ล่ะ คอนเฟิร์มว่าดีจริง !

กินไขมันลดน้ำหนัก

8. ดาร์กช็อกโกแลต

ทราบหรือไม่ว่านอกจากดาร์กช็อกโกแลตจะช่วยป้องกันมะเร็งแล้ว ก็ยังมีประโยชน์ในเรื่องของการลดน้ำหนักด้วยล่ะค่ะ โดยมีการศึกษาพบว่าคนที่รับประทานดาร์กช็อกโกแลตก่อนรับประทานอาหาร 2 ชั่วโมง จะทำให้เราบริโภคแคลอรีน้อยลงถึง 17% เลยทีเดียว นอกจากนี้ดาร์กช็อกโกแลตยังมีกรดไขมันที่ย่อยสลายได้ช้า จึงทำให้ร่างกายต้องใช้เวลานานมากขึ้นในการย่อยและส่งผลให้เราอยู่ท้องนานขึ้น ลดความอยากอาหารได้เป็นอย่างดี แต่ทั้งนี้ก็ต้องระมัดระวังในการเลือกรับประทานหน่อยนะคะ อย่าเผลอไปรับประทานช็อกโกแลตที่มีน้ำตาลหรือมีส่วนผสมของนมนะ ไม่อย่างนั้นละก็อ้วนแน่ ๆ ค่ะบอกเลย

กินไขมันลดน้ำหนัก

9. เนยอัลมอนด์

มีการศึกษาจำนวนไม่น้อยที่แสดงให้เห็นว่าอัลมอนด์เป็นอาหารที่ช่วยลดน้ำหนักได้เป็นอย่างดี โดยการศึกษาหนึ่งซึ่งตีพิมพ์ใน International Journal of Obesity and Related Metabolic Disorders พบว่าการรับประทานอัลมอนด์สามารถช่วยลดรอบเอวได้มากขึ้นถึง 50% นอกจากนี้กรดไขมันโอเลอิก (Oleic Acid) ซึ่งเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่อยู่ในอัลมอนด์ อะโวคาโด และน้ำมันมะกอก สามารถช่วยลดน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความอยากอาหาร และทดแทนไขมันจากอาหารอื่น ๆ ได้อีกด้วย แต่ทั้งนี้ก็ขอแนะนำให้รับประทานเป็นเนยอัลมอนด์ล้วนจะดีกว่า เพราะร่างกายของเราไม่สามารถดูดซึมไขมันจากอัลมอนด์เต็มเมล็ดได้ แต่ถ้าหากเป็นเนยอัลมอนด์จะช่วยให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารไปใช้ได้ดียิ่งขึ้น

ดื่มน้ำมะนาวก่อนนอนดีไหม

ดื่มน้ำมะนาวก่อนนอนดีไหม ไขความลับสุขภาพสุดจี๊ดที่มะนาวมีให้แล้วจะร้องว้าว
ดื่มน้ำมะนาวก่อนนอนดีจริงไหม ถ้ามาไขความลับของน้ำมะนาวจริง ๆ จะรู้เลยว่านอกจากช่วยลดความอ้วนแล้ว น้ำมะนาวยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพอีกเพียบ !

ประโยชน์ของน้ำมะนาวกับการดื่มก่อนนอน ถ้ายังสงสัยอยู่ว่าการดื่มน้ำมะนาวก่อนนอนจะดีต่อสุขภาพหรือทำให้เสี่ยงต่อผลข้างเคียงอะไรหรือเปล่า วันนี้เราจะพามาไขคำตอบให้รู้ชัด ๆ ไปเลยว่าดื่มน้ำมะนาวก่อนนอนดีหรือไม่ เชื่อสิว่าถ้ารู้ครบตามที่เรากำลังจะบอกต่อ คงอยากรีบดื่มน้ำมะนาวกันแทบไม่ทัน เพราะว่าประโยชน์ของการดื่มน้ำมะนาวก่อนนอนน่ะดี๊ดี…

ประโยชน์ของน้ำมะนาวที่เคยบอกไว้ว่าถ้าดื่มน้ำมะนาวตอนเช้าจะช่วยลดน้ำหนัก และยังพ่วงด้วยสรรพคุณอื่น ๆ อีกเพียบ ทำให้เกิดกระแสดื่มน้ำมะนาวก่อนนอนเพื่อลดความอ้วนขึ้นมาด้วย ซึ่งจริง ๆ แล้วการดื่มน้ำมะนาวไม่ว่าจะตอนเช้าหรือก่อนนอนก็ได้ประโยชน์ที่น่าลิ้มลองด้วยกันทั้งคู่ค่ะ

โดยอธิบายประโยชน์ของการดื่มน้ำมะนาวก่อนนอนให้เข้าใจกันได้ว่า มะนาวมีวิตามินซีสูงมาก และยังแอบมีสารต้านอนุมูลอิสระอยู่ในตัว พร้อมทั้งวิตามินบี แร่ธาตุ ไฟเบอร์ แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส และโปรตีนอยู่ด้วย

ที่สำคัญในน้ำมะนาวยังมีส่วนประกอบของกรดซิตริก กรดมาลิก ซึ่งเมื่อผ่านกระบวนการย่อยของร่างกายแล้ว ก็จะแปรสภาพเป็นด่างที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ช่วยคงสมดุลค่า pH ในร่างกายของเราให้เป็นปกติได้ และถ้าดื่มน้ำมะนาวก่อนนอนเป็นประจำ ร่างกายจะแข็งแรงขึ้น สุขภาพโดยรวมจะดีขึ้น ไม่เป็นหวัดง่าย และทำให้กระดูกแข็งแรงอีกด้วย

ดื่มน้ำมะนาวก่อนนอนดีไหม

ดื่มน้ำมะนาวก่อนนอน ลดความอ้วนได้จริงไหม ?

มะนาวถือเป็นตัวช่วยอย่างดีที่จะช่วยให้สาว ๆ ลดพุงได้ง่ายขึ้น โดยในทุก ๆ วันหลังตื่นนอนและก่อนเข้านอนให้ดื่มน้ำมะนาวผสมน้ำอุ่น 1 แก้ว วิธีนี้จะช่วยกระตุ้นระบบขับถ่ายของสาว ๆ ให้ทำงานได้ดีขึ้น สิ่งที่ตกค้างในร่างกายก็จะลดน้อยลง ช่วยให้ลดน้ำหนักได้ง่ายขึ้นด้วย

ทั้งนี้ ไม่เพียงแค่ช่วยลดความอ้วนเท่านั้น แต่การดื่มน้ำมะนาวก่อนนอนยังมีประโยชน์ด้านสุขภาพที่หลายคนอาจคิดไม่ถึงกันด้วย ไม่เชื่อลองตามมาอ่านข้อมูลด้านล่างนี้

ช่วยในการขับถ่าย

สำหรับคนที่ถ่ายยากถ่ายเย็นเป็นนิสัย แนะนำให้ลองดื่มน้ำมะนาวผสมน้ำอุ่นแก้วใหญ่ (มะนาวน้ำเยอะ 1 1/2 ลูก ผสมน้ำอุ่น 2 แก้วกาแฟ) เป็นประจำทุกคืน ปริมาณน้ำอุ่นที่ดื่มจะช่วยเพิ่มความคล่องตัวให้ลำไส้ ส่วนกรดและไฟเบอร์ในน้ำมะนาวจะทำหน้าที่เคลียร์สิ่งตกค้างในลำไส้เมื่อคุณตื่นขึ้นมาในยามเช้า

ดื่มน้ำมะนาวก่อนนอนดีไหม

แก้เจ็บคอ

วิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระในน้ำมะนาวจะช่วยบรรเทาอาการอักเสบในลำคอได้ และสำหรับคนที่รู้สึกเจ็บคอเหมือนจะเป็นหวัด ลองดื่มน้ำมะนาวผสมน้ำอุ่นและน้ำผึ้งก่อนนอนสักแก้ว ให้วิตามินซีในมะนาวและสารต้านการอักเสบในน้ำผึ้งช่วยรักษาอาการเจ็บคอระหว่างที่เรานอนหลับ

กระตุ้นภูมิคุ้มกัน

วิตามินซีเป็นเครื่องปรุงสำคัญของระบบภูมิคุ้มกัน ดังนั้นการดื่มน้ำมะนาวที่มีวิตามินซีสูง ๆ ก็จะช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันได้เป็นอย่างดี โดยวิตามินซีในรูปสารละลายในน้ำมะนาวจะจับเข้ากับเชื้อโรคในกระแสเลือด และนำออกไปเมื่อถูกขับถ่ายเป็นปัสสาวะ

อีกทั้งการดื่มน้ำมะนาวก่อนนอนยังเป็นการเติมวิตามินซีในเวลาที่เหมาะสมด้วย เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันจะมีเวลาทำงานได้อย่างเต็มที่เมื่อเรานอนหลับพักผ่อน ดังนั้นภูมิคุ้มกันที่กำลังบูตตัวเองตอนเรานอนหลับ พอได้รับวิตามินซีจากน้ำมะนาวเข้าไปเสริม ก็น่าจะเหมือนได้เติมพลังในการต่อสู้กับเชื้อโรคและไวรัสต่าง ๆ แบบทวีคูณเลยเนอะ

ดื่มน้ำมะนาวก่อนนอนดีไหม

ทำให้ผิวพรรณสดใสเปล่งปลั่ง

วิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระต่าง ๆ สามารถช่วยลดริ้วรอย สิว แก้ปัญหาผิวมัน ทำให้ผิวเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล และช่วยฆ่าแบคทีเรียบางชนิดที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดสิว แถมยังช่วยทำให้สุขภาพผิวดีจากภายในสู่ภายนอก เราสามารถนำมะนาวมาใช้กับแผลเป็นโดยตรงเพื่อทำให้แผลเป็นจางลงได้อีกด้วย ได้ยินแบบนี้แล้วสาว ๆ จะไม่ดื่มน้ำมะนาวได้ไงล่ะ

ส่วนเรื่องผลกระทบในการดื่มน้ำมะนาวก่อนนอน ต้องบอกว่าสำหรับคนที่มียาต้องกินเป็นประจำ อาจต้องปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์ประจำตัวก่อนว่าน้ำมะนาวจะไม่ส่งผลกระทบใด ๆ ต่อยาที่กินอยู่ แต่สำหรับคนที่ไม่ได้กินยาอะไรอยู่แล้ว ระวังแค่อย่าโหมดื่มน้ำมะนาวก่อนนอนเข้าไปเกินขนาดก็พอ สักวันละแก้วกำลังดีนะคะ

อ้อ ! แต่กับคนที่ไม่ชินกับการดื่มน้ำก่อนนอน อาจรำคาญใจที่ต้องลุกมาเข้าห้องน้ำบ่อย ๆ ในช่วงแรก ๆ บ้าง และขอเตือนอีกอย่างว่าไม่ควรทำน้ำมะนาวทิ้งไว้นาน ๆ ด้วย ทำสด ๆ ดื่มทันทีแบบนี้จะคงคุณค่าของน้ำมะนาวไว้ครบถ้วนที่สุดค่ะ ทั้งยังช่วยป้องกันความเสี่ยงอาการท้องเสียด้วยจ้า

วิตามินยู (U) คืออะไร ว่ากันว่าช่วยดีท็อกซ์ลำไส้ได้ด้วย

วิตามินยู (U) คืออะไร ว่ากันว่าช่วยดีท็อกซ์ลำไส้ได้ด้วย
วิตามินยู คืออะไร ? หลายคนยังไม่เคยได้ยินชื่อ รวมถึงยังไม่เคยรู้จักมักจี่กับวิตามินยูที่ว่านี้ แต่เชื่อเถอะค่ะว่าเราเคยกินวิตามินยูกันมานับครั้งไม่ถ้วน โดยที่ไม่ได้รู้ตัวเลยว่าได้รับสารอาหารดี ๆ ที่ช่วยซ่อมเสริมระบบลำไส้ และดีท็อกซ์สารพิษจากร่างกายไปในคราวเดียวกัน

วิตามินยู คืออะไร ?

วิตามินยู

วิตามินยู (Vitamin U) หรือสารอาหารที่มีชื่อเต็ม ๆ ว่า เอส-เมทิลเมไธโอนีน S-methylmethionine (SMM) เป็นสารบำบัดธรรมชาติชนิดหนึ่งที่ช่วยซ่อมเสริมและรักษาปัญหาสุขภาพได้หลายประการ แถมยังเป็นสารที่พบได้มากในพืชผัก โดยเฉพาะในพืชประเภทกินดอกอย่างกะหล่ำปลี กะหล่ำดอก เป็นต้น

ประโยชน์ของวิตามินยู

จากการวิจัยของคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด พบว่า วิตามินยูมีสรรพคุณช่วยบำรุงรักษาการทำงานของระบบย่อยอาหาร ช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร ดีท็อกซ์ลำไส้ ทั้งยังช่วยลดภาระให้ตับจากการได้รับยาเกินขนาด โดยเฉพาะยาในกลุ่มอะเซตามิโนเฟน (Acetaminophen) ซึ่งเป็นยาบรรเทาอาการปวดที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน

นอกจากนี้ ศาสตราจารย์ ดร.Garnett Cheney หัวหน้าทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดยังเผยว่า จากการทดลองในหนู ทำให้พบว่าวิตามินยูก็มีสรรพคุณช่วยดีท็อกซ์สารพิษในตับได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

ทั้งนี้ยังมีงานวิจัยจาก Recommended Daily Allowance (RDA) เมื่อปี 2012 ที่ช่วยยืนยันว่า สรรพคุณของวิตามินยูสามารถบรรเทาอาการของโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง โรคกรดเกินในกระเพาะอาหาร บรรเทาอาการโรคเบาหวาน ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ลดคอเลสเตอรอล ลดความเสี่ยงอาการภูมิแพ้ โดยเฉพาะอาการแพ้ควันบุหรี่ แถมช่วยบำรุงผิวพรรณได้อีกต่างหาก

วิตามินยู หาได้จากที่ไหนบ้าง

วิตามินยู

แหล่งของวิตามินยูจะพบได้มากในพืชประเภทดอก เช่น ดอกกะหล่ำ กะหล่ำปลี กะหล่ำม่วง กะหล่ำดาว แขนงกะหล่ำ บรอกโคลี หัวไชเท้า นอกจากนี้ยังพบวิตามินยูได้ในข้าวสาลี ผักโขม เคล มะเขือเทศ ผักชีฝรั่ง และผักใบเขียวอื่น ๆ

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยส่วนใหญ่จะใช้น้ำกะหล่ำปลีในการทดลองกับหนู ทว่านักวิจัยก็ให้ข้อมูลว่า การรับประทานพืชผักที่มีวิตามินยูเป็นประจำทุกวันก็น่าจะได้ผลลัพธ์ที่ไม่ต่างกันเท่าไร แต่ถึงอย่างนั้นสรรพคุณของวิตามินยูก็ยังครอบคลุมกับหนูทอดลองเท่านั้น ส่วนในคนยังคงต้องศึกษากันต่อไปนะคะ ส่วนเรากลับเห็นว่า การรับประทานผัก-ผลไม้ให้เยอะกว่าเนื้อสัตว์ ยังไงก็ดีต่อสุขภาพอย่างไม่ต้องสงสัยแน่นอนอยู่แล้ว 😉

ผลไม้ลดน้ำหนักแถมกินแล้วผิวเปล่งปลั่ง ไม่จัดก็ถือว่าพลาดแรง

ใครก็รู้ว่าผัก ผลไม้มีประโยชน์ต่อร่างกายหลายอย่าง โดยเฉพาะคนที่อยากลดน้ำหนักก็ยิ่งต้องเน้นกินผลไม้และผักให้มากขึ้น แต่ก็ใช่ว่าคนลดความอ้วนจะกินผลไม้ได้ทุกชนิดนะคะ เพราะผลไม้ที่กินแล้วอาจทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นก็มีเหมือนกัน ทว่าผลไม้ต่อไปนี้กินแล้วไม่อ้วนชัวร์ แถมยังเป็นผลไม้ที่กินแล้วผิวสวยเปล่งปลั่งอย่าบอกใคร !

ผลไม้ลดน้ำหนัก

1. แอปเปิล

ผลไม้ลดน้ำหนักอันดับต้น ๆ ต้องยกให้แอปเปิลเลย ด้วยปริมาณไฟเบอร์ที่มากล้น บวกกับวิตามินและเกลือแร่ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ทำให้เราไม่รู้สึกหิวบ่อยเมื่อกินแอปเปิล ลดปัญหากินจุบจิบได้ชะงัด

อีกทั้งไฟเบอร์ที่แอปเปิลมียังจะช่วยให้ระบบขับถ่ายคล่องตัวมากขึ้น ส่วนเรื่องผิวพรรณสวยใสก็ขอให้ไว้ใจวิตามินหลากชนิดในแอปเปิลเขาเลย

2. ส้ม

ส้มไม่เพียงแค่มีกากใยสูง วิตามินซีเยอะเท่านั้น แต่ยังมีคอลลาเจนเพื่อผิวสวย ๆ ของเราอีกด้วยล่ะ ที่สำคัญส้มยังเป็นผลไม้ฉ่ำน้ำ ยิ่งกินมากก็จะช่วยให้ผิวพรรณดูมีน้ำมีนวล เปล่งปลั่ง ชุ่มชื้นขึ้น เรียกง่าย ๆ ว่าสวยได้แค่กินส้มเป็นประจำเท่านั้นเอง

ผลไม้ลดน้ำหนัก

3. ทับทิม

ถ้าพูดถึงผลไม้เพื่อผิวขาวใส ทับทิมก็ติดอยู่ในลิสต์นั้นด้วยค่ะ เพราะทั้งอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระซึ่งจะช่วยกระตุ้นผิวให้ผลิตคอลลาเจน และช่วยซ่อมแซมเซลล์ผิวที่สึกหรอได้อีกทาง

ส่วนเรื่องกินทับทิมแล้วอ้วนไหม ? ตอบตรงนี้เลยว่าไม่จ้า ก็ทับทิมเป็นผลไม้ที่มีน้ำตาลน้อย ช่วยล้างสารพิษในร่างกาย อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญให้ทำงานเต็มประสิทธิภาพขึ้น ลดไขมันในเลือด พร้อมทั้งไขมันเลวในร่างกายและกระชับสัดส่วนได้ในคราวเดียวกัน

กล้วยน้ำว้า

4. กล้วยน้ำว้า

กล้วยเป็นผลไม้อีกชนิดที่มีใยอาหารสูงมาก ซึ่งไฟเบอร์เหล่านี้จะช่วยดูดซับไขมัน น้ำตาล และสารพิษต่าง ๆ ในร่างกาย ช่วยกระตุ้นระบบขับถ่ายให้ไหลลื่น นอกจากนี้กล้วยน้ำว้ายังอุดมไปด้วยวิตามินบี 3 ที่มีคุณสมบัติช่วยลดอาการผิวหนังอักเสบ และบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใส

ผลไม้ลดน้ำหนัก

5. สับปะรด

สรรพคุณเด่น ๆ ของสับปะรดคือมีเอนไซม์ช่วยย่อยอาหารได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะการย่อยเนื้อสัตว์ชนิดต่าง ๆ ทว่านอกจากข้อดีข้อนี้แล้วสับปะรดยังอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ อันได้แก่ วิตามินซี เบต้าแคโรทีน และแมงกานีสที่จะช่วยป้องกันอันตรายจากอนุมูลอิสระที่จะทำลายโครงสร้างของเซลล์ผิวหนัง แถมกินบ่อย ๆ ยังจะช่วยเสริมภูมิคุ้มกันของร่างกายได้อีกด้วยนะ

ผลไม้ลดน้ำหนัก

6. มะละกอ

ใคร ๆ ก็บอกว่ามะละกอช่วยให้ถ่ายคล่องขึ้น แต่นั่นก็ไม่ใช่ประโยชน์อย่างเดียวของมะละกอหรอกนะคะ เพราะมะละกอยังมีเอนไซม์ช่วยย่อยอาหาร พ่วงมาด้วยสารฟลาโวนอยด์ แคโรทีน วิตามินซี และสารต้านอนุมูลอิสระ ที่จะช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ผิว พร้อมกันนั้นก็ช่วยต่อสู้กับไขมันส่วนเกินในร่างกายไปในตัว

ผลไม้ลดน้ำหนัก

7. แตงโม

แตงโมมีทั้งแร่ธาตุและวิตามินหลากหลายชนิด ช่วยบำรุงผิวพรรณของสาว ๆ ช่วยล้างไตก็ยังได้ ขับปัสสาวะและของเสียในร่างกายก็ไม่ใช่เรื่องยาก อีกอย่างอย่าลืมว่าแตงโมเป็นผลไม้ฉ่ำน้ำสุด ๆ ซึ่งนอกจากจะช่วยดับกระหายคลายร้อน แตงโมยังช่วยเติมน้ำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งและชุ่มชื้นขึ้นอีกเยอะ

ผลไม้ลดน้ำหนัก

8. ฝรั่ง

ฝรั่ง 1 ลูกให้พลังงานเพียง 45 แคลอรี และยังอุดมไปด้วยแร่ธาตุสำคัญที่ร่างกายควรได้รับในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นโปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไฟเบอร์ ที่จะช่วยให้เราอิ่มท้องนาน

อีกทั้งยังประกอบไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุจำเป็นที่พอเหมาะแก่ร่างกายในแต่ละวัน เช่น วิตามินซี สารต้านอนุมูลอิสระ ธาตุโพแทสเซียม และทองแดง ที่ช่วยบำรุงกระดูกและฟันของเรา รวมไปถึงระบบประสาทและสมองให้ทำงานเป็นปกติ ทั้งนี้ฝรั่งยังมีสรรพคุณช่วยขับสารพิษในร่างกาย ทำให้ผิวพรรณแลดูผุดผาดสดใสขึ้นเมื่อกินฝรั่งเป็นประจำด้วยนะจ๊ะ

ผลไม้ลดน้ำหนัก

9. สตรอว์เบอร์รี

อีกหนึ่งผลไม้ลดน้ำหนักตัวแม่ที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง สตรอว์เบอร์รีมีคุณสมบัติช่วยเพิ่มการผลิตฮอร์โมนอะดิโปเนกติน (Adiponectin) และฮอร์โมนเลปติน (Leptin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยเร่งระบบการเผาผลาญ จัดการไขมันสะสมในร่างกายได้อยู่หมัด

นอกจากนี้ผลการศึกษาจาก American Journal of Clinical Nutrition ยังเผยว่า วิตามินซีที่มีอยู่เยอะในสตรอว์เบอร์รีก็มีส่วนช่วยลดริ้วรอย ความหย่อนคล้อย และความแห้งกร้านของผิวพรรณที่เกิดจากความเสื่อมตามอายุด้วย

ผลไม้ลดน้ำหนัก

10. แก้วมังกร

แก้วมังกรขนาดประมาณ 200 กรัม ให้พลังงานเพียง 60 กิโลแคลอรีเท่านั้น ซึ่งถือว่าค่อนข้างน้อย นั่นก็แปลว่าแก้วมังกรเป็นผลไม้ลดน้ำหนักที่กินแล้วไม่อ้วนขึ้นชัวร์ ๆ ทว่านอกจากนี้การรับประทานแก้วมังกรที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ยังสามารถทำให้ผิวพรรณเต่งตึงและดูอ่อนกว่าวัยได้โดยไม่ต้องพึ่งครีมบำรุงใด ๆ หรือถ้าอยากจะให้ได้ประโยชน์มากขึ้น ก็นำแก้วมังกรไปผสมกับน้ำผึ้งแล้วนำมามาสก์หน้าด้วยก็จะยิ่งดีเลย

ผักผลไม้แก้ร้อนใน กินอาหารอะไรช่วยดับร้อนให้ร่างกาย

ผักผลไม้แก้ร้อนใน กินอาหารอะไรช่วยดับร้อนให้ร่างกาย
ร้อนในเกิดได้บ่อยในช่วงอากาศร้อน ๆ ยิ่งถ้าเราทานอาหารที่มีฤทธิ์ร้อน เช่น เนื้อสัตว์ ของทอด ของมันมาก ๆ เข้าไป จะเกิดความร้อนสะสมอยู่ในร่างกายจนปรากฏเป็นแผลร้อนในให้เจ็บปากกันเล่น ๆ เมื่อเป็นแบบนี้ การทานอาหารที่มีฤทธิ์เย็นก็จะช่วยบรรเทาอาการร้อนใน และทำให้หายได้เร็วขึ้นเหมือนกันนะคะ งั้นมาดูกันว่านอกจากการดื่มน้ำเปล่ามาก ๆ แล้ว ผักผลไม้อะไรบ้างที่มีฤทธิ์เย็น ช่วยดับร้อนในร่างกายได้บ้าง
ผักแก้ร้อนใน

มะระ

– มะระ เป็นยาดับร้อน ถอนพิษไข้ แก้กระหาย บรรเทาอาการร้อนใน แก้อักเสบ เจ็บคอ

– ตำลึง ดับพิษร้อนภายในร่างกาย ลดอาการไข้ เป็นยาระบายอ่อน ๆ

ดอกแค

– ดอกแค มีฤทธิ์เย็นสามารถช่วยรักษาอาการร้อนใน ลดไข้ ลดน้ำมูก และแก้ปวดหัวได้ โดยนำดอกแคมาต้มกับน้ำรับประทาน

– ปวยเล้ง เป็นยาเย็น ช่วยขับร้อน แก้กระหาย

ใบบัวบก

– ใบบัวบก มีฤทธิ์เย็น ช่วยลดความร้อนในร่างกาย ซึ่งในปัจจุบันนี้สามารถหารับประทานเป็นแคปซูลได้ หรือจะนำใบมาคั้นน้ำก็ได้ผลดีเช่นเดียวกัน

– ฟักเขียว มีฤทธิ์เย็น ช่วยถอนพิษ ขับร้อนในร่างกาย ขจัดเสมหะ ขับปัสสาวะ บำบัดอาการบวมน้ำ ไอ หอบ สามารถลดความร้อนในร่างกายและทำให้แผลร้อนในยุบตัวเร็วขึ้น

แตงกวา

– แตงกวา เป็นพืชผักที่มีน้ำอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งการดื่มน้ำหรือรับประทานอาหารที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบมาก ๆ ก็จะช่วยให้อุณหภูมิในร่างกายลดต่ำลง

– ชะอม ช่วยลดความร้อนในร่างกาย ขับลมในลำไส้

สะเดา

– สะเดา หากต้องการลดอาการร้อนใน และดับพิษร้อนในร่างกาย ให้นำยางสะเดามารับประทาน ไม่เพียงเท่านั้น ยอดอ่อนและดอก ก็ยังสามารถนำมาลวกจิ้มรับประทานกับน้ำพริกช่วยขับความร้อนในร่างกายได้อีกด้วย

– ถั่วเขียว มีฤทธิ์ขับร้อนใน แก้กระหาย ขับปัสสาวะ มาดูวิธีทำน้ำถั่วเขียวกัน

รากบัว

– รากบัว แก้ร้อนใน ลดไข้ บำรุงโลหิต ช่วยให้เจริญอาหาร

– หัวไชเท้า ล้างพิษภายใน ดับพิษร้อน บำรุงไต ขับปัสสาวะ ละลายนิ่ว

ผลไม้แก้ร้อนใน

ส้มโอ

– ส้มโอ ช่วยในการขับถ่ายและขับสารพิษแก้อาการท้องอืด ช่วยระบายความร้อนในร่างกาย ผ่อนพิษไข้

มะเฟือง

– มะเฟือง ช่วยลดอุณหภูมิความร้อนภายในร่างกาย ปวดศีรษะ บรรเทาอาการไอ และนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ แต่ไม่เหมาะกับคนป่วยโรคไต

– แตงไทย ดับกระหาย ลดความร้อนในร่างกาย ขับปัสสาวะ และเป็นยาระบายอ่อน ๆ

หล่อฮั้งก้วย

– หล่อฮั้งก้วย นำมาต้มดื่ม ช่วยแก้ร้อนใน กระหายน้ำ ขับเสมหะ แก้ท้องผูก โรคหลอดลมอักเสบ หืด หอบ

– ลองกอง ลดอุณหภูมิความร้อนภายในร่างกาย แก้อาการร้อนใน ทำให้ชุ่มคอ

มังคุด

– มังคุด ช่วยลดความร้อนภายใน แก้กระหายน้ำ ช่วยเพิ่มเมือกภายในลำไส้และกระเพาะทำให้ถ่ายคล่อง

– มะตูม ต้มดื่ม ช่วยแก้ร้อนใน ช่วยย่อยอาหาร แก้ท้องเสีย ขับเสมหะ ช่วยเจริญอาหาร

กระเจี๊ยบ

– กระเจี๊ยบ แก้ร้อนใน กระหายน้ำ ลดความดันโลหิต บรรเทาอาการไอ มาดูวิธีต้มชากระเจี๊ยบแก้ร้อนในกัน

การทานอาหารฤทธิ์เย็นเป็นแค่การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้นนะคะ ซึ่งคงจะดีกว่าถ้าเราป้องกันไม่ให้อาการร้อนในมาคุกคามตัวเอง ด้วยการอยู่ให้ห่างจากความเสี่ยงที่จะเกิดอาการร้อนใน เช่น เลี่ยงทานอาหารทอด ๆ มัน ๆ อย่าอดนอน อย่าเครียด อย่าสูบบุหรี่ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นตัวกระตุ้นชั้นดีของอาการร้อนในเลยทีเดียว

รู้ยัง…กินเผ็ดเป็นกิจวัตร หั่นอัตราเสียชีวิตให้ต่ำกว่าคนไม่ค่อยกินเผ็ด

รู้ยัง…กินเผ็ดเป็นกิจวัตร หั่นอัตราเสียชีวิตให้ต่ำกว่าคนไม่ค่อยกินเผ็ด
ปฏิเสธไม่ได้ว่ารสชาติเผ็ด ๆ ซี้ด ๆ ช่วยให้อาหารจานนั้นอร่อยมากขึ้น แถมสีแดง ๆ จากพริกก็ยังเพิ่มความน่ากินให้กับอาหาร แต่เคยทราบกันหรือไม่ว่าอาหารรสชาติเผ็ด ๆ สามารถลดอัตราเสี่ยงการเสียชีวิตลงได้ อย่างที่ Harvard Health Publications ได้เปิดเผยผลการศึกษาไว้ให้เราได้ทราบกันค่ะ
กินเผ็ด

ผลการศึกษานี้ทำการศึกษาและวิจัยโดย Harvard School of Public Health ซึ่งได้รับการตีพิมพ์เมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2015 จากการศึกษากับประชากรจีนกว่า 500,000 คน ในช่วงปี 2004-2008 พบว่า คนที่รับประทานอาหารที่มีรสเผ็ดโดยเฉพาะอาหารที่มีส่วนประกอบของพริกสดหรือพริกแห้งเป็นประจำเกือบทุกวัน มีแนวโน้มที่จะมีโอกาสเสี่ยงในการเสียชีวิตน้อยกว่าคนที่รับประทานอาหารรสชาติเผ็ดเพียงสัปดาห์ละครั้งถึง 14%

ทั้งนี้ Dr. Lu Qi ซึ่งเป็นเจ้าของผลการศึกษาดังกล่าวก็ได้สันนิษฐานว่าสาเหตุที่เป็นเช่นนั้นอาจเป็นเพราะสารแคปไซซิน (capsaicin) ที่มีมากในพริก อันมีสรรพคุณช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลชนิดที่ไม่ดีและไตรกลีเซอไรด์ในเลือด อีกทั้งยังช่วยลดภาวะการอักเสบ แต่การศึกษานี้ไม่ได้แสดงให้เห็นว่าการรับประทานอาหารรสชาติเผ็ดจะช่วยทำให้อายุยืนขึ้นแต่อย่างใดค่ะ

เห็นไหมล่ะว่ารสชาติเผ็ด ไม่ได้แค่เพียงทำให้อาหารอร่อยมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างน่าอัศจรรย์อีกด้วย แต่ก็ต้องรับประทานอย่างระมัดระวังด้วยนะคะ เพราะอาหารรสจัดก็เป็นตัวการทำให้น้ำย่อยในกระเพาะถูกหลั่งออกมามากขึ้นซึ่งเป็นสาเหตุของอาการกรดไหลย้อนและอาจส่งผลต่อระบบย่อยอาหารจนเกิดภาวะลำไส้แปรปรวนได้ รับประทานเผ็ดแบบพอดี ๆ ดีกว่าค่ะ จะได้ไม่ต้องมาป่วยทีหลัง

เลือกเลย เมนูอาหารตามสั่งแบบเกือบจะคลีน กินนอกบ้านมื้อนี้ทานอะไรดี

เลือกเลย  เมนูอาหารตามสั่งแบบเกือบจะคลีน กินนอกบ้านมื้อนี้ทานอะไรดี
หลายคนไม่ได้ทานอาหารคลีนแค่ในบ้านเท่านั้น แต่ยังพกอาหารคลีนไปทานข้างนอกด้วย ซึ่งถ้าวันไหนไม่มีเวลาทำอาหารคลีนทานเองแล้วต้องออกไปนอกบ้านก็น่าปวดหัวอยู่เหมือนกันนะคะว่าจะสั่งเมนูอะไรทานดี เพราะไม่ใช่ว่าทุกร้านจะมีอาหารคลีนให้ทานซะเมื่อไร จะทานข้าวกับไข่ต้มอย่างเดียวก็ใช่เรื่อง เอาเป็นว่าใครที่ยังคิดไม่ออก กระปุกดอทคอมก็มีเมนูดี ๆ มาไกด์ให้ แต่ต้องบอกก่อนว่าเมนูเหล่านี้ไม่ใช่อาหารคลีน 100% แต่อย่างน้อยก็ช่วยให้คนที่พยายามทานคลีนมีไอเดียในการเลือกทานอาหารที่ดีกับสุขภาพมากขึ้นเมื่ออยู่นอกบ้าน
อาหารคลีนตามสั่ง

เมนูยำ

ถ้าอยากให้เมนูยำมื้อนี้คลีนสักหน่อย แนะนำให้ทานยำผัก เช่น ยำเห็ด ยำผักรวม ผักต่าง ๆ หรือถ้าอยากได้โปรตีนเพิ่มอาจสั่งยำไข่ต้ม หรือยำซีฟู้ดก็ได้ค่ะ แต่ให้เลี่ยงอาหารแปรรูปอย่างไส้กรอก มาม่า หมูยอ แฮม ปูอัด ลูกชิ้น และอย่าปรุงรสจัดเกินไป ไม่ว่าจะเปรี้ยวจัด เค็มจัด หรือเผ็ดจัด

อาหารคลีนตามสั่ง

ต้มจืด

สั่งต้มจืดอย่างแกงจืดเต้าหู้ไข่ แกงจืดผักกาดขาว แกงจืดบวบ ต้มจืดตำลึง แกงจืดไข่น้ำ มาทานกับข้าวกล้อง หรือถ้าไม่มีข้าวกล้องก็ทานกับข้าวสวยในปริมาณที่ลดลงก็ได้ แต่เน้นทานผักให้มากขึ้น แค่นี้ก็ได้อาหารเกือบจะคลีนแล้ว แต่อย่าลืมย้ำกับแม่ค้าด้วยว่า อย่าใส่น้ำมันกระเทียมเจียวลงในแกงจืดนะจ๊ะ

อาหารคลีนตามสั่ง

แกงเลียง

นอกจากจะเป็นอาหารคลีนแบบไทยแล้ว ผักต่าง ๆ ที่ใส่ในแกงเลียง ทั้งบวบ ฟักทอง ข้าวโพดอ่อน ใบแมงลัก ฯลฯ ยังมีประโยชน์กับสุขภาพด้วย และถ้าอยากได้โปรตีนจะสั่งเป็นแกงเลียงกุ้งสดก็ไม่ผิดกติกา

อาหารคลีนตามสั่ง

สุกี้น้ำ

วุ้นเส้นกับผักที่ใส่ในสุกี้ก็จัดเป็นอาหารคลีนที่หาทานนอกบ้านได้ไม่ยากเช่นกัน แต่ข้อสำคัญอยู่ที่น้ำจิ้มค่ะ ถ้าไม่ใส่น้ำจิ้มเลยจะดีที่สุด เพราะน้ำจิ้มสุกี้มีโซเดียมสูงไม่ใช่อาหารคลีนแน่ ๆ แต่ถ้าทานเปล่า ๆ ไม่ได้จริง ๆ ก็อนุโลมให้ใส่น้ำจิ้มได้เล็กน้อย พอให้ทานได้ และอีกข้อที่ต้องย้ำก็คือให้สั่งเป็นสุกี้น้ำ เพราะถ้าสั่งสุกี้แห้งจะต้องผ่านการผัดเส้น แบบนี้คือไม่คลีนล่ะ

อาหารคลีนตามสั่ง

ข้าวต้ม หรือโจ๊ก

อาหารเช้าอย่างข้าวต้มปลา ข้าวต้มไก่ ก็พอเป็นอาหารคลีนได้เหมือนกัน แต่ขอให้ปรุงน้อย ๆ และอย่าลืมว่าต้องไม่ใส่น้ำมันกระเทียมเจียว ส่วนโจ๊กก็อย่าทานคู่กับปาท่องโก๋นะคะ

อาหารคลีนตามสั่ง

ข้าวมันไก่

อย่าเพิ่งตกใจที่แนะนำว่าข้าวมันไก่เป็นเมนูอาหารคลีน เพราะข้าวมันไก่จานนี้จะคลีนได้ก็ต้องสั่งให้ละเอียดนิดนึง คือเลือกทานข้าวธรรมดาแทนข้าวมัน ส่วนเนื้อก็ให้เอาแต่เนื้อไก่ต้มล้วน ๆ ไม่เอาหนัง ถ้าจะให้คลีนขึ้นมาหน่อยก็ไม่ต้องจิ้มน้ำจิ้ม และไม่ทานน้ำซุปค่ะ แต่ถ้าใครไม่ได้สุดโต่งอะไรขนาดนั้น จะจิ้มน้ำจิ้มเล็กน้อย หรือซดน้ำซุปให้คล่องคอหน่อยก็ตามสบายเลยจ้า

อาหารคลีนตามสั่ง

สเต็ก

เลือกทานสเต็กปลาย่าง หรือสเต็กไก่ แต่เลาะหนังออก จะดูคลีนที่สุดค่ะ หรือถ้าไม่มีเนื้อปลากับไก่ อาจเลือกทานเนื้อหมูก็ได้ แต่ต้องเลือกสันในหมู เพราะส่วนนี้จะไม่ติดมัน ทานคู่กับผักต่าง ๆ เพิ่มความคลีนลงไปอีกนิด พยายามอย่าใส่เครื่องปรุงอะไรเพิ่มมาก ส่วนเฟรนช์ฟรายส์ มันฝรั่งทอด หัวหอมทอด ขนมปังปิ้ง ให้เซย์โนไปเลย

อาหารคลีนตามสั่ง

เกาเหลา

จะสั่งเกาเหลาให้คลีนต้องสั่งเกาเหลาแบบไม่ใส่ลูกชิ้น แต่ใส่ผักเยอะ ๆ จะใส่เนื้อสัตว์ลงไปด้วยก็ไม่ว่า และต้องงดน้ำมันกระเทียมเจียวเช่นกัน

อาหารคลีนตามสั่ง

สลัดผักน้ำใส

คำว่าสลัดผักก็ดูเหมือนจะเป็นอาหารคลีนอยู่แล้วใช่ไหมคะ แต่ถ้าใส่น้ำสลัดข้นนี่จบเลย เพราะน้ำสลัดครีมข้นไม่ใช่อาหารคลีน รวมถึงน้ำสลัดงาญี่ปุ่นก็ไม่คลีนเหมือนกัน ถ้าอยากทานสลัดให้คลีนของจริง ควรเลือกทานกับน้ำสลัดแบบใส หรือบัลซามิกก็พอไหว

อาหารคลีนตามสั่ง

ปลาเผา

ถ้าทานปลาเผา (ไม่ใส่เกลือ) กับผักสดแบบนี้จัดว่าคลีน แต่ต้องระวังน้ำจิ้มไว้หน่อย เพราะบางร้านใส่ผงชูรสเยอะ แต่ถ้าอยากทานน้ำจิ้มจริง ๆ ก็ให้ทานแต่น้อยค่ะ

อาหารคลีนตามสั่ง

น้ำพริก

เลือกทานน้ำพริกเห็ด น้ำพริกมะเขือ น้ำพริกหนุ่ม น้ำพริกอ่อง แบบไม่ต้องเผ็ดจัดจ้าน จะทานกับผักสด ผักต้ม หรือผักนึ่ง ก็อิ่มแบบคลีน ๆ ไปอีกมื้อ ส่วนน้ำพริกกะปิ ไม่ถือเป็นอาหารคลีน เพราะกะปิเป็นของหมักดอง คนกินคลีนคงต้องเลี่ยงไปก่อน

อาหารคลีนตามสั่ง

ส้มตำ ไก่ย่าง

เมนูแซ่บของคนไทยก็จัดเป็นอาหารคลีนได้ ถ้าสั่งส้มตำไทย ไม่ต้องใส่ปู ปลาร้า ไข่เค็ม ตอนปรุงรสก็ใส่น้ำตาลน้อย ๆ น้ำปลาน้อย ๆ ไม่ใส่ผงชูรส จะทานคู่กับไก่ย่างก็ย่อมได้ แต่ต้องเลือกทานอกไก่ แล้วลอกหนังออกด้วย

วิธีแก้ท้องอืดด้วยอาหารเช้า บอกลาอาการอึดอัดจากมื้อดึก

วิธีแก้ท้องอืดด้วยอาหารเช้า บอกลาอาการอึดอัดจากมื้อดึก
7 วิธีแก้ท้องอืดด้วยอาหารเช้า บอกลาอาการอึดอัดจากมื้อดึก
18,364อ่าน

2,015
วิธีแก้ท้องอืด

วิธีแก้ท้องอืดด้วยอาหาร บอกลาอาการท้องอืดตอนเช้าได้ด้วยเคล็ดลับเหล่านี้ แค่รับประทานตามนี้ประโยชน์ดี ๆ ก็จัดเต็ม

ท้องอืดไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ เพราะเมื่อเกิดอาการท้องอืดแล้วก็จะมักจะทำให้รู้สึกอึดอัดมากจนทำอะไรก็ไม่สะดวก ยิ่งถ้าหากเป็นอาการท้องอืดที่เกิดในช่วงเช้า ก็ยิ่งทำให้เริ่มต้นวันใหม่ได้อย่างไม่สดใสเท่าที่ควร ถ้าไม่อยากทนกับอาการท้องอืดยามเช้าละก็ นี่คือ 7 วิธีแก้อาการท้องอืดตอนเช้า โบกมือลาอาการอึดอัดที่เกิดจากการรับประทานอาหารในคืนก่อน แล้วคุณจะรู้ว่า อาการท้องอืดไม่ใช่เรื่องใหญ่อย่างที่คิด

วิธีแก้ท้องอืด

1. เลือกเครื่องดื่มให้ถูกชนิด

แม้ว่ากาแฟจะเป็นเครื่องดื่มยอดฮิตในมื้อเช้า แต่ถ้าไม่อยากให้อาการท้องอืดที่เป็นสะสมมาตั้งแต่คืนก่อนทำให้อึดอัดจนทนไม่ได้ ควรเปลี่ยนมาดื่มเครื่องดื่มชนิดอื่น ๆ แทนกาแฟกันดีกว่าค่ะ ซึ่งเครื่องดื่มที่ช่วยให้คุณรู้สึกสดชื่น แถมยังลดอาการท้องอืดได้ ก็คือ น้ำมะพร้าว ชาสะระแหน่ และชาคอมบุ (Combucha) รับรองว่าถ้าได้ดื่มเครื่องดื่มเหล่านี้แล้วจะต้องรู้สึกสบายท้องขึ้น แต่ถ้าหาเครื่องดื่มอย่างอื่นไม่ได้ ดื่มน้ำเปล่านี่ล่ะค่ะดีที่สุดเลย

วิธีแก้ท้องอืด

2. รับประทานผลไม้สด

ผลไม้สดบางชนิด อย่างมะละกอ สับปะรด มีฤทธิ์ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบย่อยอาหาร ซึ่งนอกจากจะลดอาการท้องอืดได้แล้วก็ยังช่วยแก้ปัญหาท้องผูกได้อีกด้วย และถ้าอยากให้รู้สึกสดชื่นมากขึ้นก็ลองนำมะละกอ และสับปะรด มาปั่นเป็นสมูธตี้แล้วเติมใบสะระแหน่กับขิงลงไป รับรองว่ารู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นแน่นอน

วิธีแก้ท้องอืด

3. เน้นธัญพืช

ไฟเบอร์ เป็นสารอาหารที่สำคัญที่สุดในการลดอาการท้องอืด เพราะไฟเบอร์จะเข้าไปกระตุ้นระบบย่อยอาหาร กระเพาะอาหารและลำไส้ให้ทำงานได้ดี ดังนั้นถ้าในตอนเช้าคุณรู้สึกอึดอัดจากอาการท้องอืด ลองเปลี่ยนจากการทานอาหารเช้าทั่ว ๆ ไป เป็นธัญพืชอย่างคีนัว ข้าวโอ๊ต หรือจะเป็นเมล็ดเจียแช่นมถั่วเหลืองสักแก้ว รับรองว่าอิ่มและสบายท้องไปอีกเยอะเลย

วิธีแก้ท้องอืด

4. รับประทานอาหารที่มีโพแทสเซียมสูง

การที่ร่างกายมีโพแทสเซียมต่ำ ก็ทำให้ตื่นมาแล้วไม่สดชื่น แถมยังทำให้เกิดอาการท้องอืด ท้องผูก และอาจนำไปสู่อาการแขนขาอ่อนแรง ดังนั้นเพื่อแก้ไขปัญหาในทุก ๆ ด้าน จากการขาดโพแทสเซียมก็ควรจะรับประทานอาหารที่มีโพแทสเซียมสูง อาทิ มะม่วงสุก กล้วย ผักปวยเล้ง หรือมะเขือเทศเป็นมื้อเช้า เพราะอาหารที่ว่ามานี้มีโพแทสเซียมสูง รับประทานแล้วจะทำให้สดชื่นแถมลดแก๊สในกระเพาะอาหารได้ สบายตัว สบายท้องไปทั้งวันเลยล่ะ

วิธีแก้ท้องอืด

5. เลี่ยงเกลือ

เกลือนั้นมีส่วนประกอบของโซเดียมสูง ซึ่งโซเดียมนี่ล่ะคือศัตรูตัวฉกาจที่ทำให้เกิดอาการท้องอืด ดังนั้นถ้าไม่อยากให้อากาศท้องอืดเลวร้าย ควรเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีส่วนประกอบของเกลือ หรือโซเดียมสูง เพื่อที่ร่างกายจะได้ไม่มีโซเดียมสะสมอยู่มากจนเกินไปค่ะ

วิธีแก้ท้องอืด

6. เน้นรับประทานอาหารที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบ

โซเดียมที่คั่งค้างสะสมในร่างกายตั้งแต่มื้ออาหารที่รับประทานก่อนนอนในคืนก่อนก็เป็นสาเหตุทำให้ท้องอืดในตอนเช้าได้ ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดก็คือกำจัดโซเดียมเหล่านั้นออกจากร่างกายให้หมด แต่ลำพังจะดื่มแต่น้ำก็อาจจะจุกไปเสียก่อน จึงควรเลือกรับประทานอาหารที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบมาก ๆ ไม่ว่าจะเป็นผัก ผลไม้ หรืออาหารอย่างข้าวต้ม หรือซุป เท่านี้ร่างกายก็จะได้รับน้ำเพียงพอที่จะไปขจัดโซเดียมที่คั่งค้างอยู่แล้วล่ะค่ะ

วิธีแก้ท้องอืด

7. ทานพริกไทยดำ

พริกไทยมีคุณสมบัติในการขับลม และแก้ท้องอืด ดังนั้นจึงเป็นเครื่องเทศที่ไม่ควรพลาดในเช้าที่มีอาการท้องอืดมากวนใจ แค่เพียงโรยพริกไทยดำลงไปในอาหารเช้าสักหน่อย แล้วรับประทาน กลิ่นฉุน ๆ จะช่วยให้รู้สึกสดชื่น แถมยังรู้สึกอึดอัดท้องน้อยลงอีกด้วยล่ะ

ได้เคล็ดลับในการบรรเทาอาการท้องอืดยามเช้ากันไปแล้ว ถ้าเกิดอาการขึ้นเมื่อไรก็อย่าลืมทำตามนี้นะคะ จะได้รู้สึกสบายตัวขึ้นแบบไม่ต้องพึ่งพายาแผนปัจจุบัน แต่ถ้าไม่อยากให้อาการท้องอืดกวนใจในตอนเช้า ก็ควรป้องกันเอาไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ด้วยการไม่รับประทานอาหารมื้อดึก หรือรับประทานอาหารที่จะทำให้เกิดอาการท้องอืดเป็นมื้อเย็น อย่างเช่น ผักตระกูลกะหล่ำ ถั่ว ผลิตภัณฑ์จากนม เพื่อที่จะได้ต้องไม่ตื่นมาด้วยความรู้สึกอึดอัดยังไงล่ะคะ

อาหารเพื่อสุขภาพจากโครงการหลวง ของกินดี ๆ เพื่อปวงชนชาวไทย

อาหารเพื่อสุขภาพจากโครงการหลวง ของกินดี ๆ เพื่อปวงชนชาวไทย
จากพระราชดำริเริ่มแรกที่มีพระประสงค์ให้เกษตรกรมีอาชีพเลี้ยงตัวเองได้ และประกอบอาชีพในสิ่งที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย รวมทั้งไม่เป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติจนสูญสิ้นไป ก่อให้เกิดโครงการในพระราชดำริอีกมากมายนับไม่ถ้วน ซึ่งนอกจากจะช่วยสร้างอาชีพให้เกษตรกรและพลิกฟื้นผืนดินที่แห้งแล้งทำมาหากินยากแล้ว ผลผลิตจากการเกษตรอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ยังสามารถนำมาแปรรูปเป็นอาหารคุณภาพดีอีกหลากหลายชนิด ช่วยเพิ่มรายได้ให้กับกลุ่มเกษตรกร ที่สำคัญยังเปิดโอกาสให้ประชาชนชาวไทยได้มีของกินดี ๆ ในราคาที่ไม่สูงมากอีกด้วย และวันนี้เราจะพาทุกคนมาดูรายการอาหารเพื่อสุขภาพ จากโครงการหลวงกันค่ะ ว่าแล้วก็ตามมาดูเลย
อาหารเพื่อสุขภาพจากโครงการหลวง

อาหารเพื่อสุขภาพจากโครงการหลวง

อาหารเพื่อสุขภาพจากโครงการหลวง

1. นมโครงการหลวง

นมโคแท้ ๆ 100% ที่ไม่ปรุงแต่งรส ไม่มีส่วนผสมของนมผงใด ๆ เพื่อให้ประชาชนชาวไทยได้ดื่มนมที่คงประโยชน์อยู่อย่างเต็มเปี่ยม ซึ่งหลายคนอาจยังไม่ทราบว่า นอกจากนมโคแท้ตราจิตรลดาแล้ว ยังมีนมชั่งหัวมันจากโครงการชั่งหัวมัน ที่เป็นนมโคเต็มมันเนย ซึ่งก็คือนมที่ไม่ได้แยกปริมาณมันเนยออก และผ่านการฆ่าเชื้อด้วยความร้อนในอุณหภูมิที่เหมาะสม ทำให้คุณค่าทางอาหารยังคงอยู่เกือบครบ และเป็นนมที่สามารถเก็บเอาไว้ได้นานถึง 1 ปี โดยไม่ต้องแช่เย็น และนมอัดเม็ดสวนจิตรลดาที่อร่อย มีประโยชน์ จนเป็นสินค้าขายดีอีกตัวหนึ่งด้วยนะคะ

อาหารเพื่อสุขภาพจากโครงการหลวง

2. นมถั่วเหลือง

สำหรับคนที่แพ้นมวัวก็ไม่ต้องเสียดายไปค่ะ เพราะโครงการหลวงยังมีนมถั่วเหลืองที่ผลิตจากถั่วเหลืองแท้ 100% และเป็นถั่วเหลืองที่ไม่ผ่านการดัดแปลงพันธุกรรมเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพทางเลือกอีกตัวหนึ่ง

อาหารเพื่อสุขภาพจากโครงการหลวง

อาหารเพื่อสุขภาพจากโครงการหลวง

อาหารเพื่อสุขภาพจากโครงการหลวง

อาหารเพื่อสุขภาพจากโครงการหลวง

3. น้ำมะเขือเทศดอยคำ

น้ำมะเขือเทศ 100% ชนิดพร้อมดื่ม สินค้าตัวนี้เป็นที่รู้จักดีในวงการความงามของสาว ๆ เพราะขึ้นชื่อว่าดื่มน้ำมะเขือเทศดอยคำเป็นประจำแล้วจะช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส ด้วยเพราะเป็นน้ำมะเขือเทศแท้ ๆ ที่คัดมาอย่างดีแล้ว ซึ่งนอกจากน้ำมะเขือเทศแล้ว ยังมีน้ำผัก-ผลไม้ 100% ชนิดอื่น ๆ ให้เลือกดื่มอีกด้วย เช่น น้ำสตรอว์เบอร์รี 100% น้ำลิ้นจี่ 100% น้ำฝรั่ง 100% เป็นต้น

อาหารเพื่อสุขภาพจากโครงการหลวง

อาหารเพื่อสุขภาพจากโครงการหลวง

อาหารเพื่อสุขภาพจากโครงการหลวง

4. น้ำสมุนไพรพร้อมดื่ม

เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพอีกหนึ่งตัวที่ไม่อยากให้พลาด เพราะสกัดมาจากสมุนไพรมีประโยชน์ แถมยังมีหลายรสชาติให้ลิ้มลอง ไม่ว่าจะเป็นชาเขียวสูตรต้นตำรับ น้ำเห็ดหลินจือผสมน้ำผึ้ง น้ำฟักเขียว หรือน้ำตะไคร้ เป็นต้น

อาหารเพื่อสุขภาพจากโครงการหลวง

อาหารเพื่อสุขภาพจากโครงการหลวง

อาหารเพื่อสุขภาพจากโครงการหลวง

อาหารเพื่อสุขภาพจากโครงการหลวง

5. ผลไม้อบแห้ง

จากการแปรรูปผลไม้สดให้อยู่ได้นานขึ้นโดยไม่สูญเสียคุณค่าทางอาหารมากนัก จึงก่อกำเนิดมาเป็นผลไม้อบแห้งบรรจุซอง ซึ่งจะว่าไปแล้วก็ได้อรรถรสและอร่อยไปอีกแบบนะคะ ไม่เชื่อลองหาซื้อมาชิมกันได้เลย โดยจะมีทั้งสตรอว์เบอร์รีอบแห้ง มะม่วงอบแห้ง ฝรั่งอบแห้ง และมะเขือเทศเชอร์รีอบแห้ง

อาหารเพื่อสุขภาพจากโครงการหลวง

6. แยมผลไม้

เป็นผลิตภัณฑ์ทาขนมปังที่ผลิตจากผลไม้สดกวนจนเหนียวข้น โดยไม่ผสมน้ำตาลแต่อย่างใด นับเป็นการแปรรูปผลไม้ที่ช่วยเพิ่มมูลค่าและช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรอีกทางหนึ่ง ซึ่งตอนนี้จะมีอยู่ด้วยกัน 3 รสชาติให้เลือกชิม นั่นก็คือสตรอว์เบอร์รีทาขนมปัง มัลเบอร์รีทาขนมปัง และพีชทาขนมปัง

อาหารเพื่อสุขภาพจากโครงการหลวง

อาหารเพื่อสุขภาพจากโครงการหลวง

7. ข้าวกล้อง

ข้าวกล้องในโครงการหลวงมีให้เลือกหลากชนิดค่ะ ทั้งข้าวกล้องหอมมะลิงอก 100% ซึ่งนำมาผ่านการเพาะงอกโดยกลุ่มวิสาหกิจชุมชนใน อ.เต่างอย จ.สกลนคร, ข้าวกล้องหอมนิลงอก 100%, ข้าวกล้องมันปูงอก 100% และข้าวกล้องงอกไตรทิพย์ ซึ่งรวมข้าวกล้องงอก 3 ชนิดไว้ในถุงเดียวกัน

อาหารเพื่อสุขภาพจากโครงการหลวง

8. สตรอว์เบอร์รีในน้ำสตรอว์เบอร์รีเข้มข้น

เมนูของหวานที่ได้ประโยชน์จากทั้งสตรอว์เบอร์รีเต็มลูก และน้ำสตรอว์เบอร์รีเข้มข้น ซึ่งสามารถนำไปเป็นท็อปปิ้งในของหวานชนิดอื่น ๆ เช่น ไอศกรีมหรือน้ำแข็งไสได้ด้วยนะคะ

อาหารเพื่อสุขภาพจากโครงการหลวง

9. ข้าวเกรียบฟักทอง

ของกินเล่นที่ได้ประโยชน์จากฟักทองเต็ม ๆ อีกทั้งยังมีธัญพืชและผักชนิดอื่น ๆ รวมอยู่ด้วย กินเพลิน ๆ ระหว่างทำงานหรือจะเป็นของกินเล่นยามปากว่างก็ดี

ทั้งนี้เราสามารถเลือกซื้ออาหารเพื่อสุขภาพในโครงการพระราชดำริได้ที่ร้าน Golden Place ร้านโครงการหลวง และซูเปอร์มาร์เกตทั่วไป

ประโยชน์ของถั่วดำ ธัญพืชต้านมะเร็งได้หลายชนิด

ประโยชน์ของถั่วดำ ธัญพืชต้านมะเร็งได้หลายชนิด
1. ปรับสมดุลระบบทางเดินอาหาร และน้ำตาลในเลือด

จากที่เห็นว่าถั่วดำเป็นแหล่งโปรตีน เส้นใยอาหาร และแร่ธาตุต่าง ๆ ที่ดีหลายชนิด ถั่วดำจึงมีสรรพคุณช่วยปรับสมดุลให้ระบบทางเดินอาหารทำงานได้ดี และยังช่วยสร้างสมดุลระดับน้ำตาลในเลือด ไม่ให้เพิ่มหรือลดลงอย่างรวดเร็วด้วย

2. เป็นอาหารต้านมะเร็งรังไข่

ด้วยสรรพคุณของถั่วดำที่ช่วยบำรุงสุขภาพม้าม ขับความชื้นในร่างกาย บำรุงพลังส่วนกลาง ซึ่งจะช่วยให้ระบบการทำงานของร่างกาย โดยเฉพาะระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เป็นปราการป้องกันเซลล์ร้ายได้ทางหนึ่ง

อีกด้วยสรรพคุณช่วยปรับฮอร์โมนในร่างกาย ถั่วดำจึงมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็งรังไข่ อันเกิดจากความผิดปกติของฮอร์โมนในร่างกายได้นั่นเอง

ทั้งนี้เราก็มีสูตรเมนูซุปถั่วดำ กินเพื่อต้านมะเร็งรังไข่มาฝากด้วย ตามนี้เลยค่ะ

ถั่วดํา

สูตรซุปถั่วดำ

ส่วนผสม ซุปถั่วดำ

– ถั่วดำ 250 กรัม

– น้ำเปล่า 10 ถ้วย

วิธีทำซุปถั่วดำ

– ต้มถั่วดำกับน้ำด้วยไฟอ่อน ต้มนาน ๆ จนน้ำข้น ดื่มน้ำซุปบ่อย ๆ

3. ป้องกันมะเร็งลำไส้

นอกจากถั่วดำจะเป็นอาหารต้านมะเร็งรังไข่แล้ว ยังมีสรรพคุณช่วยต้านมะเร็งชนิดอื่น ๆ ได้อีกด้วย เนื่องจากในเปลือกถั่วดำเป็นแหล่งสะสมสารฟลาโวนอยด์ ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชนิดหนึ่ง โดยมีงานวิจัยพบว่า สารฟลาโวนอยด์ที่พบในเปลือกถั่วดำมีอยู่ถึง 8 ชนิดด้วยกัน จึงช่วยปกป้องเซลล์ในร่างกายจากการกลายพันธุ์เป็นเซลล์ร้ายได้

ทั้งนี้ยังมีงานวิจัยจาก Michigan State University ที่ให้หนูทดลองกินถั่วดำแล้วพบว่า หนูทดลองมีความเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ลดลงราว 44-75% ขึ้นอยู่กับปริมาณถั่วดำที่กินเข้าไป และยังพบว่าหนูทดลองที่กินถั่วดำอย่างสม่ำเสมอมีปริมาณไขมันในร่างกายลดลงด้วย โดยเฉพาะปริมาณไขมันในลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย

4. ป้องกันมะเร็งตับ

ในถั่วดำยังมีสารเซเลเนียมอยู่มาก ซึ่งเป็นไฟโตนิวเทรียนท์ชนิดที่พบไม่ได้ง่าย ๆ ในผักและผลไม้ทั่วไป แต่สามารถพบได้ในถั่วดำ ซึ่งเซเลเนียมตัวนี้จะช่วยปรับสมดุลเอนไซม์ในตับ และช่วยดีท็อกซ์สารพิษในตับที่อาจก่อให้เกิดเซลล์มะเร็งได้ ดังนั้นการกินถั่วดำเป็นประจำก็จะช่วยป้องกันโรคมะเร็งตับได้นั่นเอง

5. ลดความเสี่ยงมะเร็งเต้านม

จากการศึกษาพบว่า ถั่วดำมีโฟเลตค่อนข้างสูง ซึ่งจะช่วยปกป้องเซลล์ในระดับ DNA และช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อในส่วนที่สึกหรอ เป็นปราการป้องกันไม่ให้เซลล์กลายพันธุ์เป็นมะเร็งได้ โดยเฉพาะกับโรคมะเร็งเต้านมค่ะ

ถั่วดํา

6. ป้องกันโรคหัวใจ

ด้วยสารอาหารในถั่วดำที่มีทั้งไฟเบอร์ โพแทสเซียม โฟเลต วิตามินบี และไฟโตนิวเทรียนท์ชนิดอื่น ๆ จึงดีต่อสุขภาพหัวใจ โดยเฉพาะไฟเบอร์ชนิดกากใยอาหารในถั่วดำ จะมีส่วนช่วยลดปริมาณคอเลสเตอรอลในหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งเป็นตัวการสำคัญของการเกิดโรคหัวใจได้

7. ป้องกันพาร์กินสันและอัลไซเมอร์

วิตามินและแร่ธาตุในถั่วดำมีส่วนช่วยบำรุงระบบประสาทในร่างกายได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเหล่าวิตามินบี โฟเลต และกรดอะมิโน ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของระบบประสาท ฉะนั้นการเติมสารอาหารที่จำเป็นเหล่านี้ให้ร่างกายด้วยการกินถั่วดำบ่อย ๆ จึงสามารถกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทได้ อีกทั้งยังช่วยป้องกันโรคพาร์กินสันและอัลไซเมอร์ได้ด้วยนะ

8. ป้องกันภาวะโลหิตจาง

เนื่องจากปริมาณธาตุเหล็กในถั่วดำที่มีอยู่ค่อนข้างสูง จึงช่วยเติมธาตุเหล็กให้กับคนที่มีภาวะเสี่ยงต่อโรคโลหิตจางได้ ซึ่งนอกจากจะสามารถกินถั่วดำเพื่อเพิ่มธาตุเหล็กแล้ว ยังมีอาหารช่วยป้องกันภาวะโลหิตจางอื่น ๆ เช่น ซีเรียล ข้าวโอ๊ต และถั่วแดงเป็นตัวเลือกด้วยนะคะ

9. ช่วยล้างพิษ

ถั่วดำมีสรรพคุณช่วยขับพิษและบำรุงไต เพราะมีสารฟลาโวนอยด์ที่เป็นสารล้างพิษตัวเด่น ๆ อีกทั้งในถั่วดำยังมีสารสำคัญอย่างแอนโทไซยานิน ซึ่งเป็นสารที่มีคุณสมบัติล้างพิษได้ดี ซึ่ง อ.ชินริณี วีระวุฒิวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ระบุว่า หากเทียบกับสรรพคุณในการล้างพิษของส้มแล้ว ถั่วดำจะมีประสิทธิภาพในการดีท็อกซ์สารพิษในร่างกายได้มากกว่าส้มถึง 10 เท่าเลยทีเดียว

10. ดีต่อหญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร

อาหารเป็นสิ่งที่สำคัญในยามตั้งครรภ์ เพราะอาหารที่คุณแม่กินจะส่งผลต่อการเจริญเติบโตของลูกในท้องด้วย ดังนั้นในระหว่างที่ตั้งครรภ์หรือกำลังให้นมบุตรก็ควรต้องใส่ใจเรื่องอาหารการกินมากเป็นพิเศษค่ะ ซึ่งในจุดนี้เราก็อยากแนะนำให้คุณแม่ตั้งครรภ์หรือคุณแม่ให้นมบุตรกินถั่วดำเป็นประจำ เพราะไม่เพียงแต่ถั่วดำจะมีโปรตีนสูงเท่านั้น แต่ยังอุดมไปด้วยธาตุเหล็กและโฟเลต ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญในการเจริญเติบโตของลูกน้อย โดยช่วยป้องกันภาวะโลหิตจางให้กับแม่และลูก รวมทั้งช่วยป้องกันภาวะไขกระดูกสมองและไขสันหลังมีรูปร่างผิดปกติได้อีกด้วย